สภาวัฒนธรรมตำบลน้ำเกี๋ยน
สภาวัฒนธรรมตำบลน่ำเกี๋ยนก่อตั้งเมื่อ พฤษภาคม 2546 (ปรับปรุงอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552)ตามประกาศสภาวัฒนธรรมจังหวัดน่าน โดยสำนักงานคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติมีนโยบายที่จะขยายเครือข่าย เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงานวัฒนธรรมของท้องถิ่น มีหน้าทกำหนดแผนงาน แนวทางการดำเนินงานวัฒนธรรมในพื้นที่

ประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่น
ประเพณีสงกรานต์
เทศกาลสงกรานต์หรือที่ชาวเหนือเรียกตามที่ถือปฏิบัติกันมาเป็นประเพณีแต่โบราณกาลว่าเป็นประเพณีปีใหม่ ตรงกับวันที่ 13 เมษายน ตามประเพณีพื้นเมืองเรียกวันนี้ว่า "วันสังขานต์ล่อง" สังขาร คือ สังขานต์ มาจากภาษาบาลีสันสกฤต คือ สังกรานต์แต่วิธีอ่านหนังสือล้านนา อ่านเป็น ข "กรานต์" จึงอ่านเป็น "ขรานต์" ไม่ใช่สังขารอย่างที่เราเข้าใจว่าเป็น
ร่างกาย แต่ต่อมาการอ่านออกเสียงตัว ณ กล้ำค่อย ๆ หายไป จึงออกเสียงเพียง "ขาน" เท่านั้น สงกรานต์ หรือว่า สังขรานต์ แปลว่า ก้าวล่วงแล้ว คือ วัน เดือน ปี ที่ล่วงลับไปสิ้นสุดของศักราชเก่าเป็นวันส่งท้ายปีเก่า
กิจกรรมในระดับครอบครัวที่ปฏิบัติกันในวันที่ 13 เมษายน ถือเป็นวันสังขานล่อง ในวันนี้พอเช้าตรู่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวจะนำสมาชิกในครอบครัวทำความสะอาดปัดกวาดภายในบ้านเรือนให้สะอาดหมดจด แม้หยากไย่แมงมุมก็ไม่ให้ติดค้างอยู่ นอกจากปัดกวดตามบ้านช่องห้องหับต่าง ๆ แล้วก็จะเก็บเสื้อผ้าผ้าปูที่นอนออกไปซักและเอาที่นอน หมอน มุ้ง มาตากผึ่งแดด ถือเป็นวันสาธารณสุขครอบครัว วันนี้ทุกคนจะทำอารมณ์ให้แจ่มใสไม่ให้มีขุ่นมัวในจิตใจของแต่ละคน เพราะเป็นวันที่จะเริ่มชีวิตใหม่จะต้องเตรียมจิตใจใหม่ให้เข้มแข็งและพร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิตในปีต่อไป นอกจากจะทำความสะอาดบ้านเรือนแล้ว ก็จะมีสระหัวดำเกล้า ชำระร่างกายให้สะอาดผ่องใส เสร็จแล้วก็จัดการแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่
วันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นวันเนาว์ เมืองเหนือเรียก "วันเน่า" ซึ่งเป็นวันที่มีประเพณีทางศาสนา เช่น การขนทรายเข้าวัด และการเล่นรดน้ำกันทั่ว ๆ ไปอย่างสนุกสนาน เป็นวันที่หนุ่มสาวไปชุมนุมกันอย่างหนาแน่นตามลำน้ำ เหมือง ฝาย จะมีการรดน้ำกันอย่างหนักและสนุกสนานจนกระทั่งเย็น ในวันนี้เป็นวันสำคัญชาวบ้านจะไม่ทำอะไรที่ไม่เป็นมงคล ไม่ด่าทอหรือทะเลาะวิวาทกัน คนโบราณถือว่าวันนี้หากผู้ใดด่าทอกันแล้ว ปากของบุคคลนั้นจะเน่าเพราะเป็นวันเน่า ที่เคร่งที่สุดก็คือจะไม่ทำอะไรที่ผิดศีล 5 เลย หากมีการทะเลาะวิวาทกันในวันนี้จะไม่เป็นมงคลตลอดปี ฉะนั้นในวันนี้หากมีอะไรเป็นการล่วงเกินก็มักจะไม่ถือสาหาโทษถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะจะเป็นมงคลแก่ชีวิตประสบแต่ความดีงามตลอดไป
วันนี้ในตอนเช้าจะไปตลาดเพื่อจับจ่ายซื้ออาหารและข้าวของไว้ทำบุญในวันพญาวัน
ในตอนบ่ายตั้งแต่ 15.00 น. จะมีการก่อเจดีย์ทรายที่วัด โดยการไปขนทรายมาจากแม่น้ำที่ใกล้หมู่บ้าน แล้วนำไปกองไว้ในวัด ทรายที่ขนไปนี้บางคนก็จะทำเป็นเจดีย์ใหญ่ แล้วมีเจดีย์เล็ก ๆ เป็นบริวารล้อมรอบ จะมากน้อยนั้นแล้วแต่ศรัทธาผู้เป็นเจ้าของ ส่วนทางบ้านก็จะจัดเตรียม ตัดกระดาษสีต่าง ๆ มาเป็นธง หรือ ตุง จะทำเป็นรูปสามเหลี่ยมบ้าง รูปยาว ๆ บ้าง ทำลวดลายให้น่าดู เอาไม้ไผ่มาทำคันธง ติดตุงไว้ สำหรับนำไปปักไว้ที่กองเจดีย์ทรายที่จะทำพิธีถวายในวันรุ่งขึ้น
วันเนาว์หรือวันเน่านี้ นอกจากจะเป็นวันขนทรายเข้าวัดแล้ว ยังเป็นวันดาเครื่องไทยทาน คำว่า "วันดา" หมายถึง วันเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จะทำบุญ เช่นจัดการซื้อจ่ายกับข้าว หรือข้าวของอื่น ๆ ที่เตรียมไว้ซึ่งนอกจากเตรียมอาหารก็จะมีการทำขนมต่าง ๆ สำหรับเตรียมไว้ทำบุญในวันรุ่งขึ้น ที่เหลือก็ไว้สำหรับรับประทานหรือต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือน
วันพญาวัน วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเริ่มศักราชใหม่ วันนี้เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนาและมีการไป "ดำหัว" ในตอนเช้าตรู่ชาวบ้านจะนำอาหารคาวหวานต่าง ๆ ที่ได้เตรียมไว้ไปทำบุญถวายพระที่วัด การถวายภัตราหารชาวเหนือเรียกว่า "การทานขันข้าว" เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติมิตร บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้ว พระสงฆ์จะให้ศีลให้พร นอกจากจะมีการทานขันข้าวกันที่วัดแล้ว ก็มีการทานขันข้าวให้กับบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่ ญาติมิตร หรือผู้ที่คุ้นเคยรู้จักเคารพนับถือกันที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษของตน หลังจากที่การทานขันข้าวในตอนเช้าและพระฉันภัตราหารเสร็จแล้ว คณะศรัทธาทั้งหลายจะนำช่อตุงหรือธงที่เตรียมไว้แต่วันวานพร้อมน้ำขมิ้นส้มป่อย ไม้ง่ามสำหรับค้ำยันต้นโพธิ์ และนกปลาที่จะทำพิธีปล่อยสะเดาะเคราะห์ในวันนี้ด้วย ชาวล้านนามีความเชื่อว่า ไม้ค้ำต้นโพธิ์ มีความหมายถึงการค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้มีอายุยั่งยืนยาวนาน
ส่วนการถวายเจดีย์ทรายนั้นเป็นการทดแทนเมื่อเวลาเข้าไปวัดแล้วอาจเหยียบเอาเม็ดทรายติดเท้ามาด้วย ส่วนการทานตุงหรือธงก็เพื่อให้บรรพบุรุษญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วได้เกาะหางธงเพื่อให้รอดพ้นจากขุมนรก เมื่อเสร็จสิ้นจากการถวายเจดีย์ทราย ทานตุงแล้ว จากนั้นก็จะมีพิธีสรงน้ำพระพุทธรูป พระประธานในโบสถ์วิหารตลอดจนเจ้าอาวาส พระเณรในวัน เป็นเสร็จพิธีทางศาสนา ตอนบ่ายก็จะมีการไป "ดำหัว" หรือสมมาคารวะผู้เฒ่าผู้แก่ บิดามารดา ญาติพี่น้อง ผู้อาวุโส ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชุมชน และผู้นำสำคัญในชุมชน เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น เครื่องสำหรับดำหัว มีขันข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน น้ำขมิ้นส้มป่อยและเข้าของอื่น ๆ เช่น มะม่วง มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย หมากพลู เมี่ยงบุหรี่ นอกจากนี้ก็จะมีเสื้อผ้า กางเกง ผ้าซิ่น ผ้าขนหนู จัดตกแต่งใส่พานภาชนะสวยงาม ขบวนดำหัวนี้จะมีขึ้นในตอนบ่าย เวลาประมาณ 15.00 น. - 17.00 น.
สำหรับวันที่ 16 เมษายน เรียกว่าวัน "ปากปี" วันนี้มีการไปคารวะดำหัวตามคุ้มบ้านต่าง ๆ และในวันที่ 17 เมษายน เป็นวันปากเดือนก็จะมีการทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ สะเดาะเคราะห์และมีการส่งแถน ส่งเคราะห์นารา เป็นต้น และมีการบูชาเทียนคือเอากระดาษสามาเขียนตัวอักษร "เลขยันต์" ทางไสยศาสตร์ ทำเป็นไส้เทียนแล้วเอาจุดบูชาพระพุทธรูปที่บ้าน ซึ่งเป็นการนับถือแบบพุทธปนกับพราหมณ์
ประเพณีทานข้าวล้นบาตรหรือดอยข้าว
วัดในทางพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางทางจิตใจ เวลามีกิจกรรมเกี่ยวกับส่วนรวมก็ไปร่วมกันที่วัดทั้งหมด วัดจึงเป็นชีวิตจิตใจของชุมชน เป็นศูนย์แห่งกิจกรรม การบูรณะวัดเมื่อทรุดโทรมจึงมีความจำเป็น บางครั้งวัดในหมู่บ้านจะต้องติดต่อประสานงานกันกับวัดในชุมชนอื่น จำเป็นต้องไปร่วมงานซึ่งกันและกันเสมอ
อนึ่งการประกอบกิจกรรมการร่วมกันสำหรับชาวบ้านซึ่งวัดเป็นฝ่ายประสานงานนั้น ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย ทั้งเงินวัดที่สะสมไว้และเงินของชาวบ้านที่ร่วมทำบุญบริจาค เมื่อต้องเก็บเงินกันบ่อย ๆ จะทำให้เกิดความเดือดร้อนเพราะฐานะความเป็นอยู่แตกต่างกัน ดังนั้นทางศรัทธาจึงจัดให้มีประเพณีทานข้าวล้นบาตรหรือดอยข้าวขึ้น
การถวายข้าวนั้นทางวัดจัดเอาบาตรมาตั้งไว้ตรงกลางเสื่อทั้งสองแห่ง เพื่อให้ประชาชนนำข้าวมาใส่บาตร ต่างคนต่างนำมาเทลงจนล้นบาตร รวมเป็นกองใหญ่เพราะศรัทธาเป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า "ข้าวล้นบาตร" หรือ "ดอยข้าว" หากเป็นข้าวสารเรียกว่า "ดอยเงิน" เป็นข้าวเปลือกเรียกว่า "ดอยเงิน"
การนำข้าวมาถวายนอกจากเกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาแล้ว บางแห่งยังมีการตกลงกันในชุมชนว่า คนที่มีนามากขอให้ถวายมาก คนที่มีนาน้อยขอให้ถวายน้อย เช่นคนที่มีนา 10 ไร่ ขอถวาย 10 ถัง หรือมากกว่าแล้วแต่กรณี วัตถุประสงค์ในการทานดอยข้าวของชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยน เพื่อเป็นข้าวใหม่ซึ่งเป็นผลผลิตที่สร้างขึ้นมาฉลองความสำเร็จของตนเองด้วยการถวายข้าวพระสงฆ์ ให้ได้ขบฉันได้บริโภค ให้เป็นสิริมงคลและเป็นบุญกุศลแก่ตน เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อเทพธิดาเจ้าแม่โพสพ ซึ่งมีความเชื่อว่าเจ้าแม่โพสพเป็นผู้ประสิทธิประสาทให้ และชาวนายังอาศัยผีทุ่ง ผีนา คือเทวดาที่เป็นภูมิเทวาอารักษ์สถานที่ คุ้มครองดูแลไม่ให้เกิดอันตรายทำให้ผืนนาอุดมสมบูรณ์ หลังจากชาวบ้านได้ร่วมกันทำบุญถวายข้าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการวัดซึ่งประกอบด้วยปู่อาจารย์ ปู่แก่วัด และปู่ล่ามวัด ซึ่งประชาชนที่มีความศรัทธาเป็นผู้เลือกเป็นตัวแทนของตนเพื่อทำหน้าที่ต่าง ๆ ของวัด พร้อมศรัทธาของวัดทำการแบ่งข้าวไว้ให้แก่วัดเพื่อใช้นึ่งหรือหุง เพื่อพระภิกษุสามเณรภายในวัด ส่วนที่เหลือนำไปขาย โดยจะขายให้แก่คนในชุมชนก่อนแล้วค่อยขายให้แก่พ่อค้าต่อไป ส่วนปัจจัยคือเงินที่ได้จากการขายข้าว สมัยก่อนคณะกรรมการวัดเปลี่ยนกันรักษาคนละ 1 ปี หรือ 6 เดือน เพื่อให้ศรัทธาในชุมชนยืมไปโดยคิดดอกเบี้ยต่ำ แต่ในปัจจุบันนิยมนำไปฝากธนาคาร
พิธีตั้งธรรมหลวง (เทศน์มหาชาติ)
การตั้งธรรมหลวงคือการเทศน์มหาชาติ ศรัทธามาร่วมกันฟังเทศน์กันมากเป็นพิเศษ ด้วยการนำเอากัณฑ์เทศน์มาถวายก็ดี มาร่วมฟังเทศน์มหาชาติก็ดี เรียกว่าฟังธรรมใหญ่หรือ "ตั้งธรรมหลวง" หรืองานเทศน์มหาชาตินั่นเอง ชาวบ้านในชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนมีความเชื่อว่าอานิสงส์ของการฟังเทศน์เรื่องราวมหาเวสสันดร นอกจากจะได้ร่วมในศาสนาของพระศรีอริยเมตไตยแล้ว ยังมีอานิสงส์นานัปการตามกัณฑ์เทศน์ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้คณะศรัทธาหรือประชาชนเห็นความสำคัญเรื่องพระเวสสันดร โดยถ้าหากทุกคนที่ฟังเทศน์มหาชาติแล้วปฏิบัติตามปฏิปทาของพระเวสสันดรก็จะทำให้บ้านเมืองร่มเย็นและพระพุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรืองยืนยาวตลอดไป ในการจัดให้มีประเพณีตั้งธรรมหลวงนั้น ส่วนมากจะกำหนดให้มีในช่วงหลังเทศกาลออกพรรษา ข้างแรมหรือข้างขึ้นเดือน 12 ใต้ หรือเดือนยี่เหนือ (เดือนพฤศจิกายน) ชาวชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนทุกหมู่บ้านจะมาร่วมกันทำบุญและฟังเทศน์ที่วัดโป่งคำกันอย่างพร้อมเพรียง
ประเพณีทานสลาก
ประเพณีทานสลาก คือ การทำบุญสลากภัตร ในล้านนามีชื่อแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น บางแห่งเรียกว่า "กิ๋นก๋วยสลาก" บางแห่งเรียกว่า "ตานก๋วยสลาก" พิธีทานสลากเป็นประเพณีเก่าแก่ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนาและพุทธศาสนิกชน ในชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนถือเป็นประเพณีที่สำคัญ เนื่องจากค่านิยมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกลายเป็นประเพณีสืบต่อกันมาช้านาน การทานก๋วยสลากจะเริ่มขึ้นในเดือน 12 เหนือ (เดือน 10 ใต้ หรือเดือนกันยายน) จะสิ้นสุดเอาในเดือนเกี๋ยงดับ หรือเดือน 11 ใต้ (เดือนพฤศจิกายน) ซึ่งเป็นช่วงที่ศรัทธาสาธุชนว่างจากภาระกิจการงาน อีกทั้งผลไม้ เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน ส้มเกลี้ยง กำลังสุก ประชาชนหยุดพักเดินทางไกลเพราะเป็นช่วงฤดูฝน พระสงฆ์จำพรรษาอยู่อย่างพร้อมเพรียงได้โอกาสสงเคราะห์คนยากจนเป็นสังคหทาน ถือว่ามีอานิสงส์แรง คนทำบุญสลากมักจะมีโชคลาภและมีโอกาสหาเงินและวัสดุมาบำรุงวัด การถวายสลากภัตรชาวบ้านจะนำพืชผลมาถวายเป็นก๋วยสลาก โดยจะนิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมารับไทยทานสลาก ในสลากภัตรจะประกอบไปด้วย
- สลากน้อย คือ สลากกระชุเล็ก ๆ ใช้ในการอุทิศแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วหรือเพื่อเป็นกุศลไปในภายหน้า
- สลากก๋วยใหญ่ คือ สลากโชค ใช้ถวายเป็นมหากุศลสำหรับบุคคลผู้ที่มีกำลังศรัทธา หรือร่ำรวยเงินทอง ทำถวายเพื่อเป็นพลาวะปัจจัยให้มีบุญกุศลมากขึ้น
ประเพณีสืบชะตาข้าวกล้าในนา
ชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนเมื่อถึงฤดูปักดำข้าวกล้าในนาสักระยะหนึ่ง เมื่อข้าวกล้าในนาสูงประมาณ 1 ศอก ชาวนาจะถอดข้าวกล้าในนาพร้อมไม้สลี (ไม้ค้ำต้นโพธิ์) ใส่ถังน้ำ 3 อัน และด้ายสายสิญจน์ โดยนำมารวมกันในพระอุโบสถในวัดเพื่อร่วมกันทำพิธีสืบชะตาข้าว เมื่อพระสงฆ์พร้อมแล้ว ปู่อาจารย์กล่าวคำขึ้นท้าวทั้ง 4 นำไหว้พระรับศีล พระสงฆ์สวดมนต์ นะโมเม สวดมนต์ทั้ง 5 ตั้งคำสวดมหาสมัยชัยบัญชร เมื่อสวดจบพระสงฆ์เทศน์อ่านคัมภีร์กรรมวาจา จากนั้นให้เจ้านาทุกคนนำเอาน้ำมนต์ไปประพรมในนา และเอาข้าวกล้าที่ถอนมารวมกันนำไปปักดำลงที่เดิม โดยมีความเชื่อว่าจะทำให้ข้าวกล้าในนาไม่ถูกแมลง หรือศัตรูพืชอื่น ๆ รบกวน ข้าวกล้าในนาจะให้ผลอุดมสมบูรณ์และให้ผลผลิตสูง
์