ชุมชนน้ำเกี๋ยน
น้ำเกี๋ยน ชุมชนชนบทแห่งหนึ่งที่มีกระบวนการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จากปัญหาการพนัน การตัดไม้ทำลายป่าอาชญากรรมและยาเสพติดจนเกิดเป็นวิกฤตของชุมชน อย่างไรก็ตามชาวบ้านได้ใช้ วิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือร่วมใจกันจนสามารถแก้ไขปัญหาของชุมชนจนประสบ ความสำเร็จ มาถึงขณะนี้ตำบลน้ำเกี๋ยนก็ไม่เคยหยุดนิ่งได้พยายามเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆหนทางสู่การแก้ไขปัญหาของชุมชนได้สร้าง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันบนพื้นฐานของการพึ่งตนเองแก่คนน้ำเกี๋ยน
จากวิกฤตสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ชุมชนน้ำเกี๋ยนในปีพ.ศ. 2525 ครั้งเมื่อมีการสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ ชาวบ้านจำนวนมากได้หันไปรับ จ้างเลื่อยไม้และตัดไม้ให้กับนายทุนแม้ภายหลังจะมีการปิดป่าแต่ก็ยังมีการลักลอบตัดไม้กันอยู่ เสมอจนในที่สุดผืนป่าขุนน้ำเกี๋ยนก็แทบไม่เหลือ วิกฤตการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นทันทีชาวบ้านขาดน้ำสำหรับ ใช้ในการบริโภคและใช้ในการเกษตรเกิดเป็นปัญหาหนี้สินขึ้น ซ้ำยังมีปัญหาเรื่องของการพนันที่ระบาด ไปสู่คนทุกหมู่เหล่าไม่เว้นแม้แต่กระทั่งเยาวชนเป็นปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นของชาวบ้านเพื่อต้องการ ปลดหนี้ที่เพิ่มขึ้นการทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรจึงเป็น ทางออกขณะนั้น ยาบ้าเข้ามามีบทบาทในกลุ่มเกษตรกรจนกลายเป็นค่านิยมของเกษตรกรว่าไม่ใช่เรื่องเสียหาย จนในที่ สุดจากผู้ใช้แรงงานจึงระบาดไปสู่เยาวชน
จนในปีพ.ศ. 2534 ชาวบ้านมีความคิดเห็นตรงกันที่ว่าจะฟื้นฟูชุมชนให้ดีขึ้น กระบวนการบวรส. (บ้าน วัด โรงเรียนและสถานีอนามัย) ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของคนทุกฝ่ายในน้ำเกี๋ยน จึงเกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวมในการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชน
บ - บ้าน ประกอบด้วย คณะกรรมการสภาตำบล ผู้นำชุมชนต่างๆ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยว กลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไป
ว - วัด ประกอบด้วย พระสงฆ์และผู้นำศาสนาคริสต์
ร - โรงเรียน ประกอบด้วย ครู บุคลากรในโรงเรียน
ส - ได้แก่สถานีอนามัย/ส่วนราชการที่บทบาทในการทำงานร่วมกับชุมชนเป็นพี่เลี้ยง จัดกิจกรรม และสร้างกระบวนการเรียนรู้แก่ชุมชน
กระบวนการฟื้นฟูและพัฒนา
สืบเนื่องมาจากมีการทะเลาะวิวาทและการแตกแยกกันของคนในชุมชน กระบวนการฟื้นฟูทุน ทางสังคมจึงเริ่มขึ้น จากแนวคิดการจัดตั้งกลุ่มรุ่นกลุ่มเสี่ยวขึ้นโดยเป็นกลุ่มคนที่เกิดปีเดียวกันมารวม ตัวกันและดูแลกันเองภายในกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น งานบุญ การช่วยกัน เก็บเกี่ยวผลผลิต และช่วยเหลือกันในยามเดือดร้อน ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้เกิดความรักความสามัคคี กับมาอีกครั้ง
ส่วนการฟื้นฟูทุนทางวัฒนธรรมและงานประเพณีต่างๆที่สำคัญของชุมชนนั้นได้ถูกให้ความ สำคัญเพิ่มมากขึ้น เช่น การเลี้ยงผีปู่ย่า การจัดขบวนแห่เข้าร่วมงานหกเป็ง การฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง การเล่นดนตรีพื้นบ้านโดยกิจกรรมทางวัฒนธรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้จาก รุ่นสู่รุ่นเกิดเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างวัยและก่อให้เกิดความภาคภูมิใจรักถิ่นฐานบ้าน เกิดของตนเอง
เมื่อทุนทางสังคมและวัฒนธรรมเข้มแข็งปัญหาต่างๆที่ใช้กระบวนการบวรส.(เวทีชาวบ้าน)อันเป็น การทำงานร่วมกันโดยอาศัยเวทีหารือเข้ามาจัดการแนวทางดังกล่าวก่อให้เกิดประชามติและความร่วมมือกัน ในการจัดการกับปัญหาต่างๆโดยกรอบการดำเนินงานที่ตั้งอยู่บนมาตรการของสังคมที่ชุมชนยอมรับและ ปฏิบัติตามได้ อันได้แก่ ขบวนการอนุรักษ์ดูแลป่าขุนน้ำเกี๋ยน มาตรการบังคับสำหรับ ผู้เล่นการพนันและ ผู้ใช้ยาเสพติด การระดมทุนเงินออมในชุมชน เกิดองค์กรชาวบ้านได้แก่ องค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ตำบลน้ำเกี๋ยน การจัดทำแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาชุมชนของตนเอง การแสวงหาแนวร่วมสร้างเครือข่าย ในการพัฒนาชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับชุมชนอื่นๆ
ด้วยรากฐานทางสังคมวัฒนธรรมและการบริหารจัดการอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มองค์กรต่างๆ ได้เกิดขึ้นจำนวนทั้งสิ้น38กลุ่มแบ่งเป็นกลุ่มด้านอาชีพ,วัฒนธรรม,สวัสดิการสุขภาพ,สิ่งแวดล้อม,การปกครองและกลุ่มที่ทำงานด้านเยาวชนด้วยผลพวงจากกิจกรรมทั้งหลายทำให้ชุมชนเกิดความรัก และความภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิดมีความผูกพันระหว่างเยาวชนรุ่นเดียวกันและระหว่างรุ่น ผลการดำเนินงาน เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
องค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตำบลน้ำเกี๋ยน
องค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตำบลน้ำเกี๋ยน” ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมๆกับการจัดทำ “แผนร้อยแปด” ต่อมาในปี 2544 ได้พัฒนามาเป็นแผนแม่บทชุมชน โดยมีวิสัยทัศน์ของตำบลร่วมกัน คือ “กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี” ในที่นี้ กินอิ่ม หมายถึง การมีเศรษฐกิจที่พอเพียง พึ่งพาตนเองได้ นอนอุ่น หมายถึง การมีสุขภาพดี และฝันดี หมายถึง มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่มีปัญหายาเสพติด และปัญหาหนี้สิน
องค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตำบลน้ำเกี๋ยน มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) เพื่อเป็นองค์กรชาวบ้าน ในการพัฒนาส่งเสริม และสนับสนุนการดำเนินงานของประชาชนตำบลน้ำเกี๋ยน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม อาชีพ การศึกษา วัฒนธรรม และสุขภาพอนามัย
2) เพื่อเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสาน ระหว่าง บวรส. ให้เกิดความสะดวกในการทำงานต่างๆในชุมชน
3) เพื่อเป็นองค์กรของชาวบ้านที่ทำหน้าที่ เป็นตัวแทนของชุมชน ประสานงานกับภาครับนอกพื้นที่ องค์กรเอกชนต่างๆ รวมถึงคณะศึกษาดูงาน
4) เพื่อเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่แสวงหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากภายนอกชุมชน

การจัดโครงสร้าง รูปแบบองค์กร เป็นรูปแบบของประชาสังคม ซึ่งคณะกรรมการมาจากทุกกลุ่มในชุมชน ปัจจุบันมีทั้งหมด 40 กลุ่ม ทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับตำบล นิคมอาชีพ เป็นองค์กรใหญ่ที่ประชาชนเป็นหุ้นส่วนร่วมกับ อบต. ประกอบด้วยกิจกรรมโรงงานน้ำดื่ม โรงงานอิฐบล็อก โรงสีชุมชน โรงแปรรูปอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังมีกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหาร กลุ่มทอผ้า กลุ่มตีเหล็ก กลุ่มจักสาน ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มรักษ์น้ำเกี๋ยน กลุ่มเสี่ยว กองทุนฌาปนกิจตำบล กองทุนสวัสดิการชุมชน (ออมวันละบาท) กองทุนหลักประกันสุขภาพ ชมรมอาสาสมัครสาธารสุขมูลฐาน (อสม.) อาสาสมัครป้องกันพลเรือน (อปพร.) เป็นต้น
ในโครงสร้างคณะกรรมการ มีการคัดเลือกตัวแทนจาก 5 หมู่บ้าน ร่วมกับผู้นำชุมชน สมาชิก อบต. รวม 42 คน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “42 ขุนศึก” เป็นคณะทำงาน ส่วนคณะที่ปรึกษา ได้แก่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ทั้งโรงเรียน สถานีอนามัย เกษตร พัฒนากร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คณะทำงานชุดนี้ แบ่งการทำงานออกเป็น 5 ฝ่าย ได้แก่ 1) ฝ่ายการศึกษา สังคม และวัฒนธรรม 2) ฝ่ายสาธารณสุข 3) ฝ่ายเศรษฐกิจ 4) ฝ่ายควบคุมป้องกันยาเสพติด และ 5) ฝ่ายป่าชุมชน

แหล่งเงินทุนขององค์กร มาจากองค์กรจัดกิจกรรมหารายได้ของตนเอง จากการระดมทุนในชุมชน งบประมาณสนับสนุนจาก อบต. และภาครัฐ เอกชน มูลนิธิต่างๆ รวมถึงรายได้จากคณะศึกษาดูงาน ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีคนมาศึกษาดูงานชุมชนหลายคณะทั้งที่เป็นชุมชน และหน่วยงานต่างๆ
กิจกรรมสำคัญ คือ เวทีประชุมผู้นำ 42 ขุนศึก ที่เปรียบเสมือนเป็นเวทีสภาชุมชน คณะทำงานทุกคนต้องมาประชุมพร้อมกัน ห้ามขาดประชุม ในเวทีประชุมนั้น จะต้องมีองค์ประกอบของ อบต. ทั้งฝ่ายบริหาร นำโดยนายก อบต. และฝ่ายสภาตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านครบทั้ง 5 หมู่บ้าน และผู้นำกลุ่มต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงาน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเรื่องที่จะเข้ามาประสานกับชุมชน ก็จะต้องเข้ามาร่วมชี้แจง หารือในเวทีนี้ เช่น เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลได้นำข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเตือนภัยแล้ง การป้องกันไข้หวัดนก มาแจ้งในที่ประชุมนี้รับทราบ เพื่อให้ผู้นำชุมชนนำข้อมูลข่าวสารนี้ไปกระจายต่อให้ประชาชนในชุมชนให้รับทราบทั่วกันต่อไป บางเรื่องก็จะแจ้งประกาศเสียงตามสายในวันรุ่งขึ้น
เวทีประชุมจะจัดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน หลังจากที่ทุกคนทำงานเสร็จได้พักแล้ว เพื่อไม่ให้รบกวนเวลาทำมาหากินของชาวบ้าน และก็สามารถเสียสละเวลามาทำงานเพื่อส่วนรวมได้เช่นกัน หลายครั้งที่การประชุมยาวนานไปจนถึงเกือบเที่ยงคืน ขึ้นอยู่เรื่องที่นำมาหารือร่วมกัน บางเรื่องมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น การพิจาณาช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ประสบปัญหาที่อยู่อาศัย ก็จะระดมความเห็นจากคณะทำงานทุกคนที่อยู่อาศัยกระจายอยู่ในทุกหมู่บ้าน เมื่อได้รายชื่อผู้ยากไร้มาแล้ว ก็ตกลงกันเพื่อลงไปสำรวจ เยี่ยมบ้าน ให้เห็นความเดือดร้อนที่แท้จริงอีกครั้ง ก่อนที่จะประสานส่งต่อเรื่องให้หน่วยงานสนับสนุนต่อไป หรืออย่างกรณีมีผู้ลักลอบจับปลาในเขตอนุรักษ์พันธ์ปลาแถวป่าชุมชน ก็ได้นำเรื่องมาหารือร่วมกัน และหาอาสาสมัครลงไปเฝ้าเวรตรวจตรา เสริมกำลังร่วมกับผู้ที่มีเวรประจำวันนั้นอยู่แล้ว หลังจากประชุมเสร็จในตอนดึก ทีมอาสาสมัครกลุ่มนี้ ก็จะไปตรวจดูพื้นที่ และเฝ้าเวรยามกัน
นอกจากนี้ยังมีการรายงานข้อมูล ความคืบหน้าของกิจกรรม โครงการที่ทำอยู่ในหมู่บ้าน และตำบล อย่างเช่น อบต. ได้รายงานผลประกอบการของนิคมอาชีพให้ที่ประชุมรับทราบร่วมกัน เป็นต้น
กิจกรรมการประชุมเช่นนี้ ไม่ได้รู้กันแต่ในหมู่ผู้นำเท่านั้น แต่ชาวบ้านทุกคนจะรับทราบร่วมกันว่า จะมีการประชุมในคืนนั้น เนื่องจากมีการประกาศเสียงตามสาย “ให้รู้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” ในวันถัดๆมา ผู้นำก็จะนำเรื่องมาแจ้ง และหารือต่อในเวทีประชุมหมู่บ้าน หรือไม่ก็ใช้ศูนย์สาธิตการตลาด หรือ ร้านค้าชุมชน เป็นศูนย์กลางในการกระจายข้อมูลข่าวสารออกไป รวมถึงเวทีประชุมกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านก็รู้เห็นการทำงานของผู้นำ 42 ขุนศึก อยู่เสมอ ถ้างานไหน กิจกรรมอะไรที่ต้องการให้ชาวบ้านไปเข้าร่วม ช่วยกันทำ ก็จะกระจายไปตามกลุ่มต่างๆ หรือจัดเป็นงานร่วมของชุมชน บำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ชาวน้ำเกี๋ยนทุกคนพร้อมใจกันปฏิบัติตามกติกาของชุมชน ซึ่งชุมชนนั้นใช้มาตรการสังคมในการอยู่ร่วมกันเป็นหลัก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ในส่วนของสถานีอนามัย และโรงเรียน ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการตั้งอยู่ในชุมชน ก็มีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนอยู่เสมอ ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมด้านสุขภาพ การศึกษา และอาชีพ โดยเฉพาะกิจกรรมด้านสุขภาพนั้น เห็นได้อย่างชัดเจน โดยทุกฝ่ายมองเรื่องสุขภาพเป็นองค์รวม สัมพันธ์กับวิถีชีวิตการทำมาหากิน การอยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมชุมชน และเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกับตัวชาวบ้านเอง และคนอื่นๆในชุมชน
ทางสถานีอนามัย ยังได้ช่วยงาน อบต. และชุมชน ในเรื่องการจัดทำระบบข้อมูล องค์ความรู้ของชุมชน เนื่องจากมีประสบการณ์ในด้านนี้อย่างมาก งานล่าสุด ได้ช่วยจัดทำระบบข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 2 มีสมาชิกอยู่ ปัจจุบันมีสมาชิก 1,361 คน เกือบครึ่งของประชากรทั้งตำบล มีเงินออม 329,934 บาท ซึ่งจะเชื่อมโยงกับกองทุนหลักประกันสุขภาพต่อไป ซึ่งทั้ง 2 กองทุนสวัสดิการนี้ เป็นลักษณะ “กองทุนร่วมสมทบจากหลายฝ่าย” ได้แก่ ประชาชน อบต. และรัฐ เนื่องจากตำบลน้ำเกี๋ยนได้มุ่งเน้นการจัดสวัสดิการชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง
ตำบลน้ำเกี๋ยนดำเนินงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นมาอย่างมากมาย ทั้งนี้นี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน แม้ว่าการรวมกลุ่มกัน ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไปได้ แต่การทำแผนแม่บทชุมชน ทุกครัวเรือนช่วยกัน ก็ทำให้ลดรายจ่าย มีเงินเหลือออมได้มากขึ้น แต่ในเรื่องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มในชุมชนนี้ ยังมีข้อจำกัด อุปสรรค จากปัจจัยสภาวะแวดล้อมต่างๆอยู่อีกมาก อย่างไรก็ดีการรวมกลุ่มที่มีอยู่มากมายนี้ ทำให้คนในชุมชนได้ช่วยเหลือดูแลกัน รักใคร่สามัคคีกัน คนส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่า การมีหลายกลุ่มนั้นดี เพราะการได้เป็นสมาชิกหลายกลุ่ม ทำให้ได้พบปะเพื่อนบ้านที่หลากหลาย และยังมีทุนที่หลากหลายในชุมชนอีกด้วย แม้จะมีความแตกต่าง แต่ไม่แตกแยก ด้วยเพราะในชุมชนมีโครงสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติเป็นพื้นฐานสำคัญ รวมถึงการเคารพระบบผู้อาวุโสในชุมชน การเชื่อมโยงคนทุกกลุ่มวัยเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันผ่านกิจกรรมของชุมชน การมีองค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นแกนกลางในการประสานเชื่อมโยงนี้ ทำให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการชุมชนมากยิ่งขึ้น โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเป็นสำคัญ
หนังสืออ้างอิง :
องค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตำบลน้ำเกี๋ยน. น้ำเกี๋ยน ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน .
กระบวนการชาวบ้านต้านยาเสพติด
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่แทรกตัวอยู่ในปัญหาอื่นๆ แทรกตัวอยู่ในสังคมชนบทเล็กๆ อย่างน้ำเกี๋ยน เมื่อใดที่มีงานศพ จะเป็นที่รู้กันว่าต้องหยุดการหยุดงาน วงไฮโล วงไพ่ ตั้งกันเกลื่อนเต็มงานศพ เล่นกันทั้งวันทั้งคืน ยาบ้าจึงกลายเป็นตัวช่วยไม่ให้ง่วงนอน เมื่อถึงฤดูทำนา ,ทำไร่ข้าวโพด ยาบ้าก็กลายเป็นตัวช่วยให้ทำงานหนักเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้มากๆ แม้แต่ไปเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ในป่า ชาวบ้านก็แบ่งยาบ้ากันคนละครึ่งเม็ด เพื่อให้มีแรงเดินขึ้นดอย เข้าป่า และก็จะเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ได้ก่อน ส่วนใครที่ไม่กินก็จะอยู่รั้งท้าย วันนั้นก็อาจได้เห็ด ได้หน่อไม้น้อยกว่าคนอื่น ชาวบ้านบางคนจะไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ก็ต้องใช้ยาบ้า ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีเรี่ยวแรง เหล่านี้ล้วนเป็นค่านิยมของชาวบ้าน น้ำเกี๋ยนในสมัยก่อน จึงอาจกล่าวได้ว่ายาบ้าแทรกซึมทำลายชุมชนมาเนิ่นนาน
เมื่อเริ่มมีการรวมตัวกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ในปี 2537 จนกว่าจะสำเร็จใช้เวลากว่า 10 ปี ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติด จะทำแบบไฟไหม้ฟางไม่ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่ไฟในชุมชนเริ่มมอดยาบ้าก็จะเริ่มปะทุขึ้นอีก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริง ที่น้ำเกี๋ยนได้เรียนรู้ และประสบมาโดยตลอด ทางออกหนึ่งของการต่อสู้กับสงครามยาเสพติด คือ “ใช้กระบวนการ ต้านกระบวนการ”
กระบวนการชาวบ้านต้านยาเสพติด ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. ด้านแนวคิด-วิธีคิด
- ต้องไม่ละทิ้งความสำคัญของปัญหายาเสพติด เมื่อชุมชนสนใจพัฒนาด้านอื่นๆ
- สร้างแนวร่วมให้มาก และหลากหลาย
- ให้โอกาส คืนคนดีสู่สังคม
2. ด้านกระบวนการ
2.1 สรรหา คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับตำบล
คณะกรรมการ แบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ
2.1.1 ฝ่ายปราบปราม ประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน, กรรมการหมู่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.), ข้าราชการฝ่ายทหาร ตรวจ รวม 22 คน มีบทบาทหน้ราที่สำคัญในการบังคคับใช้มาตรการสังคมกับผู้ขาย-ผู้เสพ, ออกสุ่มตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด, ปราบปรามแหล่งค้าในชุมชน, ส่งเสริมอาชีพให้แก่กลุ่มผู้เลิกค้า และเลิกเสพ
2.2.2 ฝ่ายป้องกัน ประกอบด้วย สมาชิก อบต., ข้าราชการในชุมชน, ครู ร.ร.บ้านน้ำเกี๋ยน, กรรมการหมู่บ้าน, เยาวชน, ผู้สูงอายุ รวม 30 คน มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังแหล่งมั่วสุมในชุมชน โดยการผลัดเวรตรวจตรา, สนับสนุนกิจกรรมกลุ่มเยาวชน เช่นมีกลุ่มดนตรีพื้นบ้าน กลุ่มกีฬา กลุ่มอนุรักษ์พันธ์ไม้, จัดทำด้านการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เช่น ป้ายรณรงค์, อ่านหอกระจายข่าว
2.2.3 ฝ่ายบำบัดฟื้นฟู ประกอบด้วย อสม., พระสงฆ์, ผู้สูงอายุ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข มีบทบาทสำคัญในการจัดค่ายบำบัดในชุมชน ระยะเวลา 9 วัน 8 คืน, การใช้ประเพณีท้องถิ่น เช่นมัดมือสู่ขวัญ รับคนดีคืนสู่สังคม, การส่งเสริมอาชีพหลังบำบัด
2.2 ระดมงบประมาณจากชุมชน และแสวงหางบประมาณภายนอก
2.3 จัดเวทีชาวบ้าน ร่วมร่างมาตรการสังคม ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ชาวบ้านมาร่วมเวที เป็นเรื่องสำคัญมาก กลวิธีที่คณะกรรมการ ปกส. น้ำเกี๋ยนใช้ ก็คือการเขย่าชุมชน ให้มากๆ และต่อเนื่องช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนการเปิดเวทีชาวบ้านทั้งตำบล
ผลที่เกิดจากเวทีชาวบ้านต้านยาเสพติด
1. มาตราการสังคม ได้แก่ มาตราการสังคมที่ใช้ดำเนินการกับผู้เสพยาเสพติด
· ตรวจปัสสาวะพบ ครั้งที่ 1 ตักเตือน และส่งบำบัด
· ตรวจปัสสาวะพบ ครั้งที่ 2 ปรับ 500 บาทและส่งบำบัด
· ตรวจปัสสาวะพบ ครั้งที่ 3 ปรับ 1,000 บาท, ดำเนินคดีตามกฎหมาย และใช้มาตรการสังคมดำเนินการตัดความร่วมมือทุกอย่างในตำบล, งดสิทธิกู้ในทุกกองทุน และยกเลิกสิทธิรักษาพยาบาล 30 บาท
2. มาตราการสังคมที่ใช้ดำเนินการกับผู้ขายยาเสพติด
· ชุมชนไม่ให้ความร่วมมือทุกอย่าง กับครอบครัวที่ขายยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นงานบวช, งานศพ, งานอื่นๆ
· ตัดทั้งครอบครัวออกจากฌาปนกิจของหมู่บ้าน และตำบล
· ตัดสิทธิ์ทั้งครอบครัวในกองทุนต่างๆ ของหมู่บ้านและตำบล ตลอดจนถึงสิทธิทุกอย่าง
· งด หรือยกเลิก สิทธิบัตรรักษาพยาบาล 30 บาท ทั้งครอบครัว
· ตัดทุนการศึกษา, ทุนอาหารกลางวันของบุตร ที่เรียนโรงเรียนบ้านน้ำเกี๋ยนหรือโรงเรียนอื่นๆโดยมาตราการสังคมที่ใช้กับผู้ขายและครอบครัวนี้ จะใช้ดำเนินการเมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบยาเสพติดตำบลน้ำเกี๋ยน มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า ผู้ใดเป็นผู้ขายยาเสพติดโดยไม่ต้องรอให้ถูกจับดำเนินคดีแต่อย่างใด
2.4 เข้าคูหา เขียนชื่อ ผู้เสพ, ผู้ขาย ใส่ลงในกล่องเป็นวิธีการเพื่อค้นหาผู้ขาย และผู้เสพ ในตำบล โดยาให้ประชาชนที่มาร่วมเวทีเข้าคูหา เขียนชื่อผู้เสพลงในบัตรสีฟ้า ผู้ขายลงในบัตรสีเหลืองจากนั้นนำไปใส่กล่อง หากใครไม่ทราบข้อมูลก็หย่อนกระดาษเปล่า วิธีการนี้ทำให้ผู้ที่มีรายชื่อ ไม่สามารถปฏิเสธ หรือกล่าวหาว่าถูกใส่ความจากคนนั้นคนนี้ได้ เพราะไม่ทราบว่าใครเป็นคนให้ข้อมูล และหากข้อมูลมีจำนวนที่มากพอก็จะเป็นข้อมูลที่มีน้ำหนัก และน่าเชื่อถือว่าเป็นความจริง
2.5 เชิญผู้ค้า, ผู้เสพ พบปะพูดคุยกันอย่างสันติวิธีหลังจากได้ข้อมูลรายชื่อแล้ว คณะกรรมการ ปกส.ตำบลน้ำเกี๋ยน ทั้ง 70 คน ก็ได้เชิญผู้ที่มีรายชื่อว่าเป็นผู้ขายยามาพบ เพื่อพูดคุยกันอย่างสันติวิธี ข้อร้องให้เลิกพฤติกรรม และทำสัญญาบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่าหากยังไม่เลิกขาย ก็จะถูกดำเนินการตามมาตราการสังคมทันที และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายชื่อได้แสดงความคิดเห็น ซักถาม หรือโต้แย้งได้ ทำให้ทราบข้อมูลว่า หลายราย ได้เลิกขายแล้วแต่ชาวบ้านไม่ทราบ จึงยังเขียนชื่อใส่กล่องมา แต่ทั้งนี้ข้อมูลจริง ที่ว่า ใคร? เลิก จริง หรือไม่? นั้น คณะกรรมการทั้ง 70 คน ย่อมรู้ดี เพราะเป็นคนในพื้นที่ บางคนอยู่บ้านใกล้กัน บางคนเป็นญาติกัน
2.6 คณะกรรมการฯออกสุ่มตรวจปัสสาวะคณะกรรมการจะกำหนดเป็นครั้งๆ ไป ที่จะออกสุ่มตรวจปัสสาวะ ผู้ที่รายชื่อว่าเป็นผู้เสพ โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหมออนามัย ใครที่ปัสสาวะเป็นสีม่วงก็ดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรการ ผู้เสพ ร่วมกับวิธีการอื่นๆ คือ ขอร้องให้เลิกเสพ โดยจะสนับสนุนอาชีพให้สำหรับคนที่ว่างงาน ให้ความรู้เรื่อง “ยาบ้ามหันตภัยร้าย ทำลายสมอง” โดยหมออนามัย ทำสัญญาบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
2.7 บำบัดฟื้นฟู โดยกระบวนการค่ายบำบัดในชุมชน เป็นกระบวนการบำบัด ที่ดำเนินการโดยชุมชน ตั้งแต่การคัดกรอง ผู้เข้ารับการบำบัด ที่ตรวจปัสสาวะพบสีม่วง, หางบประมาณจัดค่าย, เตรียมการ, บริหารจัดการค่าย, ทำอาหาร, เป็นพี่เลี้ยง, อยู่เวรยาม, นอนเฝ้าดูแล ตลอดระยะเวลา 9 วัน 8 คืน วิทยากรได้แก่หมออนามัย, ครู, ตำรวจ, พระสงฆ์ หลักสูตร บูรณาการ หลักสูตรของศูนย์บำบัดยาเสพติด เข้ากับ การแพทย์แผนไทย โดยการกินยาสมุนไพร, อบสมุนไพร ใช้วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น ศาสนาบำบัด กิจกรรมบำบัด และครอบครัวบำบัด ชมรมผู้สูงอายุมัดมือสู่ขวัญ ให้กำลังใจ คณะกรรมการ ปปส.ตำบล รับขวัญ รับคนดีคืนสู่สังคม พ่อแม่ รับลูกคนใหม่กลับบ้าน
2.8 ติดตาม ช่วยเหลือด้านอาชีพ หลังบำบัด หลังเลิกค้า ชุมชน ได้เตรียมแผนในการดูแล และให้โอกาสแก่ผู้ที่เลิกค้า เลิกเสพ โดยจัดหาอาชีพใหม่ให้ ตามความถนัด เช่น เข้ามาเป็นคนงานในโรงงานผลิตน้ำดื่มของตำบล, โรงงานผลิตคอนกรีตบล๊อก เป็นต้น จุดประสงค์เพื่อให้โอกาส และเป็นวิธีการที่จะสามารถดูแล กลุ่มคนเหล่านี้ให้อยู่ในสายตา ของชุมชนเองอีกด้วย
2.9 การป้องกัน และเฝ้าระวัง ไม่ให้ยาเสพติดหวนคืน เยาวชน คือกลุ่มเป้าหมายสำคัญของกระบวนการค้ายาเสพติด ดังนั้นชุมชน จึงต้องมีกระบวนการที่ดีในการป้องกัน และเฝ้าระวัง ไม่ให้เยาวชนซึ่งเป็นลูกหลาน ไปเป็นลูกค้ารายใหม่ของผู้ขาย
· สนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มของเยาวชน เช่น กลุ่มดนตรีพื้นบ้าน, ดนตรีสากล, กลุ่มกีฬา, กลุ่มสนใจอาชีพต่างๆ, กลุ่มอนุรักษ์ต้นไม้ไทย, กลุ่มละครสั้น, กลุ่มผ้ามัดย้อม เป็นต้น โดยทุกกลุ่มจะมีคณะกรรมการ ปกส. ฝ่ายป้องกันเป็นที่ปรึกษา
· เครือข่ายเยาวชน เพื่อเตือนเพื่อน โดยเยาวชนจะมีการรวมกลุ่มกันทั้งในระดับหมู่บ้าน และตำบล มีกรรมการ ประธาน เลขา เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแล และช่วยเหลือกันในกลุ่ม
· คณะกรรมการ ปกส. ฝ่ายปราบปราม ผลัดเวรออกตรวจตรา เผ้าระวังตามแหล่งต่างๆ ในชุมชน
· โรงเรียน จัดค่ายพุทธธรรม, ค่ายทักษะชีวิต
3. ด้านการจัดการ และประเมินผล
- ต้องมีผู้ขับเคลื่อนกระบวนการ
- ผู้นำต้องเอาจริง
- ไม่เป็นพระเอกคนเดียว
ผู้นำชุมชน โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน, ครู, ตำรวจ, ข้าราชการ ต้องเอาจริงเอาจังกับปัญหาและมีการทำงานเป็นทีม เป็นพระเอกแบบรวมหมู่และที่สำคัญทุกคนจะต้องรู้ว่า “ตนเองยืนอยู่บนจุดไหนของสังคม มีหน้าที่ หรือบทบาทอย่างไร? บทบาทของแต่ละคน แต่ละฝ่ายจะหนุนเสริมกันอย่างไร?
- ราชการเข้ามาหนุนเสริม ในส่วนขาดของกระบวนการชาวบ้าน
- แสวงหาหมู่บ้านเครือข่าย เป็นแนวร่วม ปัจจุบันนี้ในระดับจังหวัด มีเครือข่ายชุมชนป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดน่าน โดยการสนับสนุนจาก ปปส.ภาคเหนือ
- ชุมชนต้องร่วมกันตรวจสอบ และประเมินผลเป็นระยะ
10 ปีแห่งการเรียนรู้กับปัญหายาเสพติด นั้นไม่มีสูตรสำเร็จใดๆ ที่จะใช้ได้อย่างยั่งยืน การเชื่อมโยงกระบวนการพัฒนาชุมชน และกระบวนการแก้ไขปัญหาไปด้วยกัน, การมองภาพเป็นองค์รวม ไม่มองแยกส่วนเฉพาะปัญหายาเสพติดอย่างเดียว, การใช้ศักยภาพของชุมชน ผสานกับราชการ เหล่านี้ล้วนเสริมให้ ชุมชนเข้มแข็งขึ้น
สภาสุขภาพประชาชน
กระบวนการหนึ่งที่มีส่วนทำให้ชาวบ้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ คิดอย่างเป็นระบบ คือการมีเวทีชาวบ้าน ได้มีโอกาสคิดร่วมกันบ่อยๆ มีการนำข้อมูล เรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆในและนอกชุมชน มาเป็นประเด็นพูดคุยและหารือร่วมกัน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะหมออนามัย เป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการสร้างให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ หรือเวทีขึ้นในชุมชน มีการคืนข้อมูลที่สำคัญให้ชาวบ้านทราบและวิเคราะห์ร่วมกัน ประเด็นด้านสุขภาพก็เช่นกัน เมื่อมีเวทีของการพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลกันบ่อยๆ ทำให้ชาวบ้านเริ่มมองเห็นว่า “เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของชุมชน”
สภาสุขภาพ เกิดขึ้นจากเวทีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในประเด็นสุขภาพคนน้ำเกี๋ยน โดยมีชาวบ้านที่ทำเรื่องดีๆที่ส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรำไม้พลอง กลุ่มแอโรบิค กลุ่มสมุนไพร กลุ่มปุ๋ยชีวภาพ กลุ่มสารสกัดชีวภาพ กลุ่มปุ๋ยหมัก และกลุ่มดนตรีพื้นบ้านมารวมกัน มีการตั้งคณะกรรมการดำเนินงาน ในความเป็นชุมชนนั้น ชาวบ้านไม่ได้แยกเรื่องของสุขภาพออกจากวิถีชีวิต ดังจะเห็นจากภารกิจของสภาสุขภาพ ที่ทำเรื่องสุขภาพซึ่งสอดคล้องกับอาชีพและ วิถีชีวิตประจำวัน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้กิจกรรมดีๆเหล่านี้ให้ขยายออกไปในชุมชนให้มากยิ่งขึ้น
ภารกิจหลักของสภาสุขภาพ
1. ส่งเสริมการออกกำลังกายในชุมชน
2. พลิกฟื้นภูมิปัญญา สมุนไพรพื้นบ้าน
3. ลดการใช้สารเคมี ใช้สารชีวภาพแทน
4. สืบสานวัฒนธรรมสู่เยาวชน
5. รณรงค์ลด ละ เลิก เหล้า และบุหรี่
กลุ่มสมุนไพร ได้พลิกฟื้นภูมิปัญญาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของการดูแลสุขภาพ และรักษาโรคเบื้องต้น กิจกรรมของกลุ่มสมุนไพรจะมีการรวมกลุ่มของสมาชิกปลูกสมุนไพร ในพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านและที่สวนของสมาชิก มีการรวมกลุ่มกันเพื่อมาพัฒนาดูแลสวนสมุนไพร และ ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มปลูกสมุนไพรเองตามบ้าน และรวมกลุ่มนำสมุนไพรมาแปรรูปเพื่อจำหน่าย ทั้งยังมีการถ่ายทอดภูมิปัญญาเหล่านี้ให้เยาวชนได้สืบทอดต่อไป
ป่าชุมชน คนดูแลป่า ป่าดูแลคน
ห่างจากตำบลน้ำเกี๋ยน ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 26 กม.เป็นพื้นที่ป่าขุนน้ำเกี๋ยน มีเนื้อที่กว่า 2 หมื่นไร่ เป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญคือ “ลำน้ำเกี๋ยน” ที่ไหลหล่อเลี้ยงชุมชนน้ำเกี๋ยนมานานหลายร้อยปี
แต่เดิมนั้น ลำน้ำเกี๋ยนเคย แห้งแล้งเพราะป่าไม้ถูกตัดโค่นทำลายลงมาก หลังจากที่ชาวบ้านพลิกบทบาทจากผู้ที่เคยทำลายในอดีตมาเป็นร่วมกันอนุรักษ์ในปี พ.ศ.2534 เป็นต้นมา ป่าขุนน้ำเกี๋ยนก็กลับฟื้นคืนความเป็นป่า ให้ชีวิตใหม่แก่ชาวบ้าน
การดูแลกันระหว่างคนกับป่า จึงกลายเป็นความผูกพันความหวงแหนในทรัพยากรที่จะสืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกหลาน
การอนุรักษ์ป่าให้ฟื้นคืนสภาพเดิม แกนนำชาวบ้านได้นำบทเรียนในอดีตมาปลุกจิตสำนึกของชุมชนให้ร่วมกันรักษาป่า มีเวทีชาวบ้านเพื่อกำหนดแนวทางร่วมกัน ออกมาตรการสังคมในการใช้ประโยชน์จากป่า กำหนดเขตป่าต้นน้ำ ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย และพื้นที่ทำกินของพี่น้องชาวบ้านในชุมชนและพี่น้องชุมชนอื่นที่มีเขตติดต่อกัน โดยร่วมกำหนดแนวเขตอย่างชัดเจนและสันติวิธี เพื่อป้องกันการบุกรุกป่า คณะกรรมการป่าชุมชน แกนนำหลักในการรักษาป่า
บทเรียนอันเลวร้ายครั้งหนึ่งที่ชาวบ้านน้ำเกี๋ยนประสบคือ ในช่วงปี พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2537 มีนายทุนลักลอบตัดไม้ในเขตป่า ขุนน้ำเกี๋ยน และทุกครั้งที่ชาวบ้านไป แจ้งทางหน่วยงานราชการ ข่าวก็รั่วไหลไปถึงนายทุนที่ตัดไม้ เมื่อชาวบ้านนำกำลังขึ้น ไป ก็พบเพียงร่องรอยการตัดไม้ทิ้งไว้เท่านั้น ชาวบ้านจึงได้พยายามแก้ไขปัญหาเอง โดยการตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนขึ้นมา มีหน้าที่ออกไปตรวจป่าทุกเดือน ที่ผ่านมาคณะกรรมการป่าชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยน สามารถช่วยกันไปยึดไม้ที่มีคนลักลอบตัดไม้ในเขตป่าขุนน้ำเกี๋ยนได้หลายครั้งรวมทั้งเลื่อยยนต์อีกหลายเครื่อง
คณะกรรมการป่าชุมชน จึงเป็นการผนึกกำลังกันอย่างเหนียวแน่นของชาวบ้านในการรักษาป่า โดยมีกรรมการทั้งหมด 37 คน ภารกิจที่สำคัญและปฏิบัติทุกเดือน สืบเนื่องมาตลอด คือการออกไปสำรวจป่า ทุกเดือนๆละ 1 ครั้ง และจัดตั้งด่านตรวจ บริเวณทางเข้าออกป่าขุนน้ำเกี๋ยน มีกรรมการป่าผลัดเปลี่ยนกันอยู่เวรยามที่ด่าน ร่วมกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครรักษาดินแดน จากกองร้อย อสจ.น่านอีกจำนวน 2 นาย ด่านที่นี่ได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว และเป็นด่านที่เคลียร์ไม่ได้ จ่ายเงินไม่ได้ จึงทำให้ช่วยลดปัญหาการลักลอบตัดไม้ได้มาก
(คณะกรรมการป่าชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยน)
แนวคิดการรักษาป่าของผู้นำชุมชนน้ำเกี๋ยนก็คือ หากเราไม่หวงแหน ทรัพยากรป่า ที่เป็นเสมือนชีวิตของชาวบ้านน้ำเกี๋ยนแล้ว ชาวบ้านก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะป่าเป็นทั้งแหล่งต้นน้ำของลำน้ำเกี๋ยน ไหลไปหล่อเลี้ยงชาวบ้านให้มีน้ำกิน น้ำใช้ในการเกษตร และป่ายังเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ เป็นซุปเปอร์มาเกตของชุมชน เมื่อคนดูแลป่า ป่าก็จะดูแลคน
กิจกรรมดีๆในการดูแลป่า
o คณะกรรมการป่าชุมชน พาเยาวชนไปสำรวจป่า โดยมีกิจกรรมทำร่วมกันในป่า เยาวชนได้มีโอกาสรู้จักชนิดของต้นไม้,พันธุ์ไม้ รู้จักสมุนไพร ,สำรวจแหล่งต้นน้ำ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ เกิดความรู้สึกหวงแหนป่า
o ทำพิธีบวชป่า ทั้งป่าชุมชน และป่าขุนน้ำเกี๋ยน ซึ่งเป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ป่าของชาวบ้าน
o รวมมวลชนในชุมชนทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่า
o อบรมอาสาป้องกันไฟป่าโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานป่าไม้อำเภอ และสำนักงานป่าไม้จังหวัดน่าน
o มีการจัดตั้งกองทุนป่าชุมชน โดยได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก อบต.น้ำเกี๋ยน และระดมทุนในชุมชนเพื่อเป็นทุนในการทำกิจกรรมการดูแลรักษาป่า และเพื่อเป็นงบประมาณจัดทำประกันอุบัติเหตุให้แก่คณะกรรมการป่าชุมชน เพื่อเป็นสวัสดิการและขวัญกำลังใจ
o กำหนดแผนการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนในโรงเรียนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าแบบยั่งยืน ดำเนินงานร่วมกับโครงการรุ่งอรุณ
o แสวงหาแนวร่วมจากชุมชนอื่นๆ ทั้งในจังหวัดและระดับภาคและประเทศ เพื่อเป็นพันธมิตรในเรื่องการทำกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชุมชน