ชุมชนคนน้ำเกี๋ยนต้นแบบของความร่วมใจ เอื้ออาทร
.............ตำบลน้ำเกี๋ยนเป็นชุมชนที่มีประวัติศาตร์ มีการตั้งถิ่นฐานตั่งแต่ก่อนปี 2400 มีพื้นที่ประมาณ 88 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 43,550ไร ่ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขาและเป็นภูเขาบริเวณที่ราบส่วนใหญ่ใช้ประกอบอาชีพทางการเกษตร มีห้วยน้ำเกี๋ยน เป็นลำน้ำสำคัญป่าไม้ ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 8,000 ไร่ พื้นที่ป่าชุมชน 3,000 ไร่ ตำบลน้ำเกี๋ยนมีจำนวน 5 หมู่บ้าน 715 หลังคาเรือนเป็นชุมชนเก่าแก่ ที่มีประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐาน มาตั้งแต่ก่อนปี 2400 ปัจจุบันมีประชากร 2,841 คน มีแหล่งน้ำที่สำคัญ ใช้ในการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ฤดูกาลเพาะปลูกจะอาศัยน้ำฝน และอาศัยแหล่งน้ำแหล่งน้ำตามธรรมชาติได้แก่ ลำห้วยน้ำเกี๋ยนและแหล่งน้ำที่สร้างขึ้น ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง ฝายน้ำล้น 1 แห่ง สระเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่ง โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (ขยายโอกาส) 1 แห่ง มีศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 แห่ง วัด 1 แห่ง
............จากความผูกพัน และร้อยรักกัน ด้วยความเป็นเครือญาตินับถือผีปู่ย่า กลุ่มรุ่น กลุ่มเสี่ยว และศรัทธาวัด เดียวกัน จึงก่อให้เกิดพลัง ของความร่วมมือ ร่วมใจกัน วิถีชีวิตขิงคนในชุมชน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ข้าวโพด ถั่วเหลือง ทำนา ปลูกเมี่ยง และเลี้ยงสัตว์ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปี 54,056.28 บาท (ซึ่งได้มาจาก ข้อมูล จปฐ. ปี 2552) คนในชุมชน ดำรงชีวิตอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ผูกพันด้วยความเป็นเครือญาติ มีนามสกุล ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ดี” จำนวน 26 นามสกุล เช่น ดีปินตา ดีปานา ดีสีใส ดีปาละ ดีคำวงศ์ ดีพรมกุล ฯลฯ มีวิถีชีวิตแบบพึ่งพิงธรรมชาติ ในการทำการเกษตร และมีพื้นที่ป่าชุมชนน้ำเกี๋ยน ชาวบ้านได้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ แต่ละปี มีกิจกรรมและประเพณี ของชุมชนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งประเพณีที่สำคัญได้แก่ ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่า จะทำในช่วงเดือน เมษายนของทุกปี
.............เดิมตั้งแต่อดีต ชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนได้เกิดภาวะวิกฤติ ปัญหาสำคัญ 3 เรื่อง คือ วิกฤติภัยแล้ง ยาบ้า และการพนัน จึงใช้กลยุทธการแก้ปัญหาโดยการ จัดเวทีชาวบ้าน เป็นเวทีชาวบ้าน มาหาข้อสรุปร่วมกัน และออกกฎกติกา มาตรการสังคมเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน มาตรการสังคม ที่ประกาศใช้ในชุมชน เช่น ห้ามเล่นการพนันทุกชนิด ด้านยาเสพติด ด้านการตัดไม้ทำลายป่า ห้ามพ่นสารเคมีในชุมชน มีการรวมกลุ่มที่หลากหลายการรวมกลุ่ม มีกองทุนร่วมกัน เช่นกลุ่มออมทรัพย์ ศูนย์สาธิตการตลาด และที่สำคัญ คือ กลุ่มรุ่นเสี่ยว ทำให้คนในชุมชนเกิดความผูกพันกัน ช่วยเหลือกัน และมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน จึงตั้งกฏเกณฑ์ กติกา หรือระเบียบของกลุ่มขึ้น ส่งผลให้ชุมชนได้เรียนรู้ในการจัดการ การบริหาร การทำงานร่วมกัน เอื้ออาทรกัน
..............รวมถึงการ การมี 42 ขุนศึก พระเอกแบบหมู่ เป็นการผนึกกำลัง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายปกครอง คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ฝ่ายองค์การบริหารส่วนตำบล คือทีมผู้บริหารและสมาชิก อบต.ทุกหมู่บ้าน ฝ่ายตัวแทนชาวบ้านมารวมกันเป็น คณะกรรมการ องค์กรพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตำบลน้ำเกี๋ยน ซึ่งมีแกนนำหลักทั้งหมด 42 คน หรือชาวบ้านเรียกกันว่า “42 ขุนศึก” ยึดหลักการทำงานแบบเสมอภาค เท่าเทียมไม่มีใครเป็นพระเอก ทุกคนเป็นพระเอกร่วมกัน ทำงานแบบดาหน้าเข้าหาปัญหา (ดาหน้า คือการเรียงหน้าเข้าหาปัญหา) ทุกเรื่องจะผ่านการร่วมคิด ร่วมวางแผน และตัดสินใจร่วมกัน ชุมชนตำบลน้ำเกี๋ยนได้กำหนดวิสัยทัศน์ ชุมชน ไว้ว่า “กินอุ่น นอนอุ่น ฝันดี” ซึ่งหากแยกคำ กินอิ่ม หมายถึง มีเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งตนเองได้ นอนอุ่น หมายถึง มีสุขภาพดี รู้จักการสร้างสุขภาพ ฝันดี หมายถึง มีความปลอดภัยในชีวติและทรัพย์สิน ไม่มีปัญหายาเสพติด ไม่มีหนี้สิน
การจัดตั้งกองทุนวันละ 1 บาท
กองทุนสวัสดิการ ชุมชนน้ำเกี๋ยน กองทุนวันละ 1 บาท เกิดจากแนวคิดเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข จากเงิน 1 บาท และชาวบ้าน อยากมีสวัสดิการจึงเกิดการจัดตั้งกองทุนขึ้น เมื่อวันที่
1 มกราคม 2549 “เงิน 1 บาท อยู่ในมือเรา ซื้ออะไรก็แทบไม่ได้ มีค่าน้อยนิคแต่เมื่อนำเงิน 1 บาท ของคนร้อยคน พันคน มารวมกันทุกๆวัน จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนทุกคน” เป็นคำกล่าวของอาจารย์ชูศิลป์ สารรัตนะ ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลน้ำ
หลักการสำคัญของกองทุน
- ไม่มุ่งเน้นการกู้ยืม และให้ออมเพียงวันละ 1 บาท เพื่อฝึกวินัยในการออม และไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้รายจ่ายของครอบครัว
- เป็นการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข จากเงิน เพียง 1 บาท จัดสวัสดิการให้กันเมื่อยาม เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้เป็นสังคมของการเอื้ออาทรกันและกัน
วัตถุประสงค์ของกองทุน
- เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก
- เพื่อจัดสวัสดิการไว้ดูแลสมาชิกในเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย
สวัสดิการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
เกิด สมาชิกคลอดบุตร จะได้รับสวัสดิการเงินรับขวัญสำหรับเด็ก จำนวนเงิน 500 บาท ต่อ 1 คน แม่ที่นอนโรงพยาบาลจากการคลอดบุตร จะได้รับสวัสดิการเป็นเงิน
จำนวน 100 บาท ต่อ 1 คืน แต่รวมกันสูงสุดไม่เกิน 500 บาท ต่อ ปี
แก่ กรณีสมาชิกออมเงินครบตามระยะเวลาตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป และมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะได้รับสวัสดิการเป็นเงินบำนาญรายเดือน จำนวนมากน้อย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ออมดังตัวอย่างนี้
ออมครบ 15 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 300 บาท
ออมครบ 20 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 400 บาท
ออมครบ 25 ปี อายุ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 500 บาท
เจ็บ สมาชิกที่นอนโรงพยาบาลจะได้รับสวัสดิการ 100 บาท ต่อ 1 คืน แต่รวมกันไม่เกิน 500 บาทต่อปี
ตาย ออมครบ 6 เดือนเต็มหากสมาชิกเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 2,500 บาท
ออมครบ 1 ปีเต็ม หากสมาชิกเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 5,000 บาท
ออมครบ 2 ปีเต็ม หากสมาชิกเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 10,000 บาท
ออมครบ 4 ปีเต็ม หากสมาชิกเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 15,000 บาท
ออมครบ 8 ปีเต็ม หากสมาชิกเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 20,000 บาท
ออมครบ 16 ปีเต็ม หากสมาชิกเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 30,000 บาท
กรณีลาออกจะได้รับเงินออมคืนตั้งแต่วันแรกเข้าจนถึงวันสุดท้ายโดยไม่มีดอกเบี้ยและหักเงินสวัสดิการที่ได้รับไปก่อนแล้วออก อิ่ม อุ่น ล้น .......ด้วยกองทุนสวัสดิการ ซึ่ง ปัจจุบันมีสมาชิก ทั้งหมด 1,732 คน สมาชิกได้รับสวัสดิการ เกิด แก่ เจ็บ และตาย จำนวน 326 คน เป็นเงิน 278,290 บาท ปัจจุบันมีเงินกองทุนสวัสดิการ จำนวน 1,303,601 บาท
ณ วันที่ 31 มกราคม 2552 เฉลี่ยมีเงินออมต่อเดือน 40,000 บาท
สรุปผลสำเร็จจากกระบวนการพัฒนา
วันนี้ของชุมชนคนน้ำเกี๋ยน มี กองทุนวันละบาท ก่อให้เกิดสังคมเอื้ออาทร บวรส. มาตรการสังคม 42 ขุนศึก ก่อให้เกิดชุมชนสมานฉันท์เศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง กลุ่ม กองทุนต่างๆ 59 ทุน ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง
ลด ละ เลิก การพนันทุกชนิด ก่อให้เกิด สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ชุมชนปลอดอบายมุข การแก้ไขปัญหายาสเพติด ก่อให้เกิด เยาวชนเรียนจบระดับอุดมศึกษามากขึ้น
การอนุรักษ์ป่า ก่อให้เกิด ป่าขุนเกี๋ยน ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ ลำน้ำเกี๋ยนไม่แห้ง แถมในชุมชน ไม่มีบุหรี่จำหน่าย (23 ร้านค้าไม่ขายบุหรี่) ก่อให้เกิด เจ็บป่วยลดลง สุขภาพดีขึ้น
งานศพปลอดเหล้า งดเหล้าวันสำคัญ เข้าพรรษา ก่อให้เกิดลดรายจ่ายในครัวเรือน ใช้สารชีวภาพ ลดการใช้สารเคมีในครัวเรือน นำภูมิปัญญาด้านสมุนไพรมาใช้ ก่อให้เกิด การลดรายจ่ายในครัวเรือน เกิดผลิตภัณฑ์ชุมชนชีววิถี สร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน

และวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 15.30 น. นับเป็นวันประวัติศาสตร์ของชุมชนคนตำบลน้ำเกี๋ยน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
จากองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ได้เสด็จเยี่ยมการดำเนินงาน กองทุนสวัสดิการชุมชนวันละ 1 บาท และทรงเยี่ยมราษฎร
ซึ่งมีอาจารย์ชูศิลป์ สารรัตนะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำเกี๋ยน เข้าเฝ้ารับเสด็จกันเนืองแน่น นี่คือ น้ำเกี๋ยน ชุมชนที่ กินอิ่ม นอนอุ่น ฝันดี






\
|